ยินดีต้อนรับ เพื่อนๆ พี่ๆ น้องๆ และทุกๆท่าน แวะเข้ามาพักหัวใจ อ่านบทความดีๆ มากมาย จากใจ ออนไลน์

วันศุกร์ที่ 27 มกราคม พ.ศ. 2555

ตีสนิท…กับความเหงา

 

…ซี ก ห นึ่ ง ข อ ง

ค ว า ม เ ห ง า

อาจทำให้เราได้พบ

ค ว า ม รื่ น ร ม ย์

… … … …

จากสิ่งที่ไม่น่ารื่นรมย์…

คุณเหงาบ่อยมั้ย…?

มีใครกันบ้าง…ที่ชอบอยู่กับความเหงา

ถ้าคุณเป็น…นั่นคงเพราะคุณรู้จักความเหงาดีพอ

แต่ถ้าหากคุณเหงา

และกำลังรู้สึกทรมานกับมันอยู่ละก็

นี้อาจเป็นโอกาศดี

ที่จะได้ลองตีซี้กับความเหงาดูสักตั้ง!

…………………………………………………

                  ไม่ว่าความรู้สึกเหงาของคุณนั้น จะเกิดขึ้นมาจากอะไรก็ตาม บาดแผลชีวิตในอดีต…การขาดความสุขในปัจจุบัน…หรือแม้แต่ความคิดที่สั่นคลอนคุณค่าในตัวคุณเอง แต่ถ้าหากคุณตระหนักรู้ความจริงที่ว่า เราทุกคนต่างก็เกิดมาบนโลกนี้คนเดียวแม้แต่ตอนที่ลมหายใจสุดท้ายมาถึง ก็เราคนเดี่ยวอีกนั่นแหละ ที่ต้องสิ่นลมหายใจไปด้วยตัวเองเพียงคนเดี่ยวเช่นกัน สิ่งนี้เอง…น่าจะเป็นเหตุผลที่ฟังง่ายที่สุดที่คุณควรจะต้องอ้าแขนรับความเหงาให้เขามาเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตอย่างเลี่ยงไม่ได้

                …อยู่กับมันแบบเหมือนเพื่อนสนิท และบางทีถ้าคุณสามารถใช้มันให้เกิดประโยชน์แบบคนที่เข้าใจโลก เข้าใจชีวิตดีพอ…เพื่อนคนนี้อาจกลายเป็นโบนัสพิเศษของชีวิตคุณก็ได้…ใครจะรู้

“You are What you think”

คือประโยคที่ยังอมตะเสมอ

                …ถ้าหากในวันนี้ คุณคิดว่าความเหงา คือ การขาด…ชีวิตของคุณก็คือยังไม่เต็ม แล้วความรักใช่มั้ย…? คือสิ่งที่คุณคิดว่าสามารถทดแทนความว่างเปล่าตรงนั้นได้

                หากความรัก…เป็นเครื่องหล่อเลี้ยงชีวิตได้จริง การรักตัวเองน่าจะเป็นประตูบานแรกของความรักแม้เราจะรู้…แต่เรากลับมองข้าม และมองหาสิ่งที่ยากกว่า นั่นคือการแสวงหาและพี่งพิงสิ่งที่อยู่ภ่ายนอกแทน ทั้งๆ ที่การจัดการความรู้สึกภายในใจเราเองนั้นเป็นสิ่งที่สำคัญมากกว่า และที่สำคัญเชื่อมั่นได้มากกว่า

               และเมื่อเราละเลยจุดนี้ ความทุกข์ทรมานที่รุมสุมอยู่ในใจจึงผลักดันให้เราต้องการ “เพื่อน” ต้องการคนที่อดทนฟังความรู้สึกของเรา คนที่คอยปลอบประโลมให้กำลังใน และตำหนิติเตียนเราได้แบบตรงไปตรงมา และใครคนนั้น…จะเป็นใครอื่นไปไม่ได้นอกจาก “เขา” หรือ “เธอ” คนนั้นเพียงคนเดี่ยว…

               เป็นเรื่องที่น่าตั้งคำถามอย่างมากว่า ในจำนวนคนหกพันล้านคนในโลก มีเพียงคนๆ เดี่ยวเท่านั้นหรือ ที่ทำให้ชีวิตเรามีความหมาย…และเพราะความเชื่อนี้หรือเปล่า ที่ทำให้เราผูกติดอยู่กับใครบางคนจนใจขาดอิสรภาพ และคิดไปว่า เราคงไม่สามารถใช้ชีวิตได้ด้วยตัวของเราเอง?

               มหาตมะ คานธ เคยกล่าวไว้ว่า

      “ธรรมชาติให้เราเพียงพอ…กับความจำเป็นทุกอย่างของเรา แต่ไม่พอ…สำหรับความโลภของเรา”

              สิ่งที่เราเรียกร้องเพื่อมาชดเชยความเหงาอาจเป็นเพียงแค่ “ส่วนเกิน” ที่เราไปตีค่าผิด คิดว่ามันเป็น “ความจำเป็น” ในชีวิต เราเรียกร้องความรักจากใครๆ โดยลืมนึกไปว่า เราเองนั้นก็สามารถสร้างความรัก และบ่มเพราะความสุขส่วนตัวให้ชีวิตตัวเองได้เหมือนกัน

              เราลืมคิดไปว่าถึงแม้ใครๆ นั้นจะปฏเสธเราแต่ตัวเรานั้นต้องไม่ปฏเสธตัวเอง และเรา…ก็เยียวยาความเหงาได้ด้วยตัวเราเอง โดยไม่ต้องไปพึ่งใครแต่เรากลับอยากได้มากกว่า…มากกว่าที่ธรรมชาติให้มา

              ความจริงแล้ว ทุกๆ อย่าที่เกิดขึ้นกับชีวิตเรานั้น สามารถมองได้ 2 แง่เสมอ คือมองได้ทั้งบวกแฃะลบ ยิ่งไปกว่านั้น บวกหรือลบยังไม่ได้อยุ่ที่การมองอย่างเดี่ยว แต่ยังเป็นผลสืบเนื่องมาจากเหตุการณ์นั้นด้วย ซึ่งบางทีผลบวกหรือผลลบก็เกิดขึ้นมาพร้อมๆ กัน ขึ้นอยู่กับว่าเราจะเลือกเก็บเกี่ยวผลชนิดไหนมาใส่ตัว เมื่อต้องอยู่กับความเหงา…บางคนจึงอยู่กับมันได้และใช้มันเป็น ในขณะที่บางคน…อยากตาย เพียงแค่รู้สึกว่าเหลือตัวเราเองคนเดียว ทั้งๆ ที่การอยู่คนเดียว หรือการมีคนรัก ก็เป็นเพียงรูปแบบหนึ่งในการใช้ชีวิตเท่านั้น

             ฉันเอง…ไม่ได้มองว่า ความเหงาเป็นความรื่นรมย์ แต่ก็ไม่ปฎิเสธว่าซีกหนึ่งของความเหงา ได้กลายเป็นแรงผลักดันให้ฉันค้นพบว่า ตัวเองสามารถเขียนหนังสือได้ และที่ไม่น่าเชื่อคือ…ทำให้ฉันได้พบความรื่นรมย์จากสิ่งที่ไม่น่ารื่นรมย์ ฉันจึงไม่แปลกใจเลยเมื่อได้รู้ว่า ผลงานชั้นดีมากมายที่เกิดขึ้นจากศิลปินหลายๆ ท่าน ล้วนแล้วแต่มีเบื้องหลีงมาจากความเหงา…ที่แอบซ่อนอยู่

           …ถึวแม้ว่า ความเหงา ที่ฉันและคุณแต่ละคนกำลังพบเจอในวันนี้ จะมีที่มาที่ไปแตกต่างกันแต่ที่เหมือนกันแน่ๆ คือมันคงไม่ยอมจากพวกเราไปง่ายๆ หรอก ตราบเท่าที่เรายังอยู่บนโลกใบนี้…โลกใบที่แต่ละคนเข้าเกียร์ถอยไม่เป็น แถมยังมีคติประจำใจอีกว่า “ช้า…โดนแซง” หรือแม้แต่การต้องอยู่ท่ามกลางคนที่บอกว่า “รักคนอื่น” แต่ความเห็นแก่ตัวก็ไม่ได้ลดน้อยลงเท่าไหร่

         …อย่างนี้แล้ว เราจะทำอะไรกับ “ความเหงา” ได้ดีไปกว่าตีสนิทกับมันไปเสียเลล่ะ…คุณว่ามั้ย

 

(จากหนังสือ ถ้ามันเหนื่อยเกินไป… ก็พาหัวใจกลับบ้าน โดย ปูปรุง)

by จากใจ ออนไลน์

อ่านเพิ่มเติม...>>

วันอาทิตย์ที่ 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554

บัวพ้นน้ำ ชื่อ “หลวงตาบัว”

 

บัวพ้นน้ำ ชื่อ “หลวงตาบัว”

ว.วชิรเมธี

clip_image002[4]

การมรณภาพของหลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน หรือ พระธรรมวิสุทธิมงคล อาจารย์ใหญ่ฝ่ายวิปัสสนากรรมฐาน นำความเศร้าโศกาลัยมาสู่ศิษยานุศิษย์ถ้วนหน้า นำธรรมสังเวช คือ ความรู้เท่าทันต่อสัจธรรมว่า “สิ่งใดสิ่งหนึ่งมีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งนั้นทั้งหมดล้วนมีความดับไปเป็นธรรมดา” มาสู่ปวงปราชญ์ราชบัณฑิตอย่างทั่วถึง นำเอาข่าวใหญ่มาให้แก่บรรดาสื่อมวลชนให้ได้รายงานกันอย่างต่อเนื่องยาวนานเกินอาทิตย์ เกินเดือน และเกินปี

มรณกรรมของหลวงตา สะท้อนให้เห็นถึงความตายของคนที่ “ตัวตาย แต่ชื่อยัง”

อันสอดคล้องกับพุทธวัจนะที่ว่า “รูปํ ชีรติ, นามโคตฺตํ น ชีรติ”

ซึ่งแปลว่า “รูปร่างจะแตกสลาย แต่ชื่อเสียงสกุลวงศ์ไซร้จะหยัดยงเป็นนิรันดร์”

หลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน เป็นศิษย์เอกรูปหนึ่งในบรรดาศิษยานุศิษย์ชั้นนำของหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต อาจารย์ใหญ่ฝ่ายวิปัสสนากรรมฐาน

เอกลักษณ์ของหลวงตาก็คือ ความถึงพร้อมด้วยวิชชา (ความรู้แจ้ง) และจรณะ (ความประพฤติ) หลวงตาเป็นพระที่แกล้วกล้าอาจหาญในการแสดงธรรม ทุกครั้งที่ท่านแสดงธรรม ท่วงทีลีลาของท่านเต็มไปด้วยความมั่นอกมั่นใจ ไม่มีครั้นคร้าม ดังหนึ่งราชสีห์กำลังบันลือสีหนาท ธรรมที่ท่านแสดงไม่ไช่สิ่งที่คัดลอกอ้างอิงมาจากผู้ใด แต่เป็นธรรมแท้ๆ อันหลั่งใหลออกมาจากใจของท่านเอง

clip_image004[4]

ขณะที่แสดงธรรมนั้นถ้อยธรรมกถาของท่านไหลหลั่งต่อเนื่องไม่ขาดสายเหมือนหนึ่ง “ฝนห่าแก้ว” ตกลงมาจากนภากาศ แม้ท่านจะชราภาพมากแล้ว แต่ความ “คล่องแคล่วในธรรม” ของท่านไม่เคยลดน้อยลงเลย ทุกถ้อยกระทงความจากปากของท่านล้วน “ชัดถ้อย ชัดคำ” ถึงแก่น ถึงพริก ถึงขิง เมื่อธรรมแท้ๆ นั้นไหลจากใจ จึงทะลุทะลวงเข้าสู่ใจของผู้ฟังอย่างดื่มด่ำ ด้วยเหตุนั้น จึงไม่ต้องแปลกใจว่า ทำไมศิษยานุศิษย์ของหลวงตาจึงมีอยู่อย่างมากมาย ไม่ใช่เรือนแสน หากแต่เป็นเรือนล้าน

จุดแข็งของหลวงตา ไม่ใช่เพราะหลวงตาเป็นพระที่มีอำนาจเฉกเช่นพระสงฆ์ในสายปกครอง หากแต่เป็นเพราะหลวงตา หยัดยืนเป็น “พระแท้” ที่สงบ สง่า และเสงี่ยมงาม โดยไม่ต้องเติมเครื่องประดับใดๆ ทั้งสิ้น

clip_image006[4]

ความงามที่แท้นั้นมากับความเรียบง่ายเสมอ

หลวงตาก็เป็นเช่นนั้น น้อยครั้งมากที่ท่านจะนำเสนอตัวเองผ่านราชทินนามชั้นธรรม

แต่ท่านจะเรียกตัวเองว่า “หลวงตา” ซึ่งเป็นคำที่แสนสามัญ

แต่สำหรับผู้ที่รู้จักท่านเป็นอย่างดีย่อมรู้อยู่แก่ใจว่า แม้หลวงตาจะถ่อมตัวเพียงใด แต่ใครๆ ก็รู้ว่า เดชะบารมีทางธรรมของหลวงตานั้นสูงยิ่ง

หลวงตาเป็นพระป่า แต่พระป่าอย่างหลวงตานั้น ไม่เคยทิ้งเมือง

ยามบ้านเมืองมีปัญหา หลวงตานำหน้าออกมาเตือนสติสังคมและช่วยเหลือสังคมอย่างเต็มที่ หลวงตาเคยกล่าวว่า ท่านจะใช้ธาตุขันธ์นี้เป็นครั้งสุดท้าย จากนี้ไป การเกิดใหม่ไม่มีอีก ดังนั้น สิ่งที่ท่านช่วยเหลือเกื้อกูลสังคม จึงถือเป็นการรู้จักใช้ประโยชน์จากธาตุขันธ์ (กาย-ใจ) ให้คุ้มค่าที่สุดก่อนที่ธาตุขันธ์นี้จะอันตรธานไปตราบอนันตกาล

หลวงตาบัว คือ รูปธรรมของพระป่าที่ยืนยันอย่างชัดถ้อยชัดคำว่า โลกุตรธรรมยังคงมีอยู่ และตัวท่านเอง เป็นผู้ที่เข้าถึงสภาวธรรมนั้นแล้ว

การหยัดยืนเช่นนี้ โดยไม่เกรงข้อครหาว่าจะเป็นการอวดอุตริมนุสสธรรม นับเป็นการสร้างความมั่นใจในทางธรรมให้แก่ศิษย์ที่กำลังเร่งระดมความเพียร เมื่อมีผู้ทักท้วงว่าอาจเลยกรอบแห่งพระวินัยท่านกลับยืนยันว่า “คนรู้ของจริงไม่ให้พูด ส่วนคนที่รู้ไม่จริงกลับปล่อยให้พูดกันเกร่อ ทำอย่างนี้จะใช้ได้หรือ”

หากมองในเชิงบวก การหยัดยืนว่า โลกุตรธรรม เป็นสิ่งซึ่งยังคงอำนวยผลอยู่โดยมีตัวท่านเองเป็นพยานที่ยังมีชีวิตอยู่ให้เห็น ก็นับเป็นการสร้างแรงบันดาลใจให้กับคนร่วมยุคสมัยที่เริ่มจะหมดหวังกับพระสงฆ์ทั่วๆ ไป ให้ได้หันมาตระหนักว่า พระแท้ยังคงมีอยู่ นิพพานไม่ได้หายไปไหน ใครเพียรปฏิบัติ มรรคผล นิพพาน ก็ยังคงผลิบานรอให้ลิ้มชิมรสอยู่เสมอไม่เสื่อมคลาย

clip_image008[4]

หลวงตา มีเดชะบารมีมาก มีศิษย์มาก และลาภสักการะมาก แต่หลวงตา ไม่เคยครอบครองสิ่งเหล่านั้นเป็นการส่วนตัว ท่านเปลี่ยนยศ ทรัพย์ อำนาจในทางธรรมของท่านให้เป็นประโยชน์เกื้อกูลกูลแก่ชาวโลกทั้งสิ้น

เมื่อท่านให้แก่โลก โลกจึงไม่เคยลืมท่าน

อันสอดคล้องกับสัจธรรมที่ว่า “โลกจะไม่จำคนรวย แต่จะจำคนผู้รู้จักให้”

และเพราะหลวงตาเป็นพระป่าที่โดดเด่นที่สุด จึงไม่ต้องแปลกใจที่จะมีทั้งเสียงชื่นชม และเสียงนินทาที่มีมาตกต้องยังองค์ท่าน แต่หลวงตาบอกว่า ท่านไม่เคยหวั่นไหวในสิ่งเหล่านี้ ต่อให้มีคนจะมาลอบฆ่า ท่านก็ว่า ไม่เป็นไร เขาฆ่าตัวท่านได้ แต่ฆ่าธรรมในตัวท่านไม่ได้ มองในแง่นี้ ท่านจึงเป็นบัณฑิตที่ไม่หวั่นไหวต่อเสียงนินทาและสรรเสริญ

หลวงตาอยู่ในโลกมานานมาก นานจนรู้ว่า ธรรมดาของโลกนั้นเป็นอย่างไร

วันนี้ หลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน มรณภาพแล้ว

มรณภาพก็คือ “ตาย”

ตายนั้นมี ๒ อย่าง

๑ ตายให้คนเล่า

๒ ตายให้คนลืม

หลวงตาเป็นผู้ที่ตาย (มรณภาพ) แล้วให้คนเล่า คือ บอกกล่าวเล่าขานถึงคุณูปการของท่านไม่รู้จบ ความตายของหลวงตานั้น สั่นสะเทือนตั้งแต่ทับกระท่อมไปจนถึงพระราชวังหลวง ทะลุทะลวงออกไปจนถึงต่างประเทศ

หากหลวงตาเป็นคนเห็นแก่ตัว ชีวิตของท่านคงไม่มีคุณค่าถึงเพียงนี้

ตรงกันข้าม หลวงตาเป็นผู้ให้มาทั้งชีวิต พอถึงแก่อนิจจกรรมอันเป็นคติธรรมดาสามัญของสรรพสิ่ง คนที่อยู่ข้างหลังต่างจึงยังรู้สึกเสียดาย อาลัยรัก หลั่งไหลไปกราบไหว้บูชาไม่สร่างซา

ส่วนผู้ที่ตายให้คนลืมนั้นมีอยู่มากมายในสังคมไทยหรือในโลก คนบางคน ยังไม่ตายทำลายขันธ์ คนก็ตั้งใจที่จะลืม หรือจงใจที่จะมองไม่เห็นทั้งๆ ที่เขายังมีชีวิตอยู่ คนอย่างนี้ถึงมีชีวิตอยู่ก็เหมือนตาย และคนเช่นนี้เองนับวันจะมีมากมายในบ้านเมืองของเรา

วันหนึ่ง เราทุกคนก็คงจะตายกันหมด

เราจะตายให้คนเล่าเหมือนหลวงตา

หรือว่า เราจะตายให้คนลืมเหมือนทรราชในอดีต

ฝากไว้คิด พิจารณา โดยทั่วกัน !

http://www.dhammatoday.com

http://www.facebook.com/v.vajiramedhi

http://twitter.com/vajiramedhi

http://www.youtube.com/vajiramedhi

อ่านเพิ่มเติม...>>

วันพุธที่ 12 มกราคม พ.ศ. 2554

“ก็แค่....”

เคยเป็นไหม? ทุกข์ร้อนกับการที่ต้องลุกขึ้นมาขัดแย้งกับใครสักคนอาจจะเพราะคิดไม่ตรงกัน เห็นไม่เท่ากัน ไม่ได้รู้สึกไปในทางเดียวกัน มันเป็นเรื่องยากที่จะทำให้คนทุกคนมองของสิ่งเดียวกันในมุมเดียวกันและการที่เราต้องทำ หรืออธิบายในสิ่งที่คนอื่นไม่เข้าใจนั้นก็เป็นเรื่องเหนื่อยและบั่นทอนกำลังใจอย่างที่เราคาดไม่ถึงจะทำให้เราหมดเรี่ยวแรง หมดพลังในการสร้างสรรค์ ทำงานต่างๆ จะทำให้เรารู้สึกแปลกแยก ไม่เข้าพวก โดดเดี่ยว และเป็นภาระสังคมซึ่งจริงๆ แล้วสิ่งที่เราทำอยู่นั้นอาจจะเป็นเพียงแค่อะไรสักอย่างที่คนเหล่านั้นไม่เคยสัมผัส ไม่เคยมาเข้าใจใกล้ชิดสิ่งทีเราทำเราเป็น มันอาจจะไม่ได้เลวร้ายมากขนาดนั้นอาจจะไม่ได้แย่อย่างนั้นก็ได้
                ไม่จำเป็นหรอกที่จะให้ทุกคนมาเข้าใจในสิ่งที่เราทำ เราเป็นในทุกเรื่อง ไม่มีความจำเป็นที่จะเอาคำพูดหรือความคิดของคนอื่นมาตัดสินตัวเราเอง คนอื่นก็แค่มองเรา ตัดสินเรา ตัดสินสิ่งที่เราเป็น เราทำ จากสิ่งที่เห็นได้ภายนอก และข้อมูลอย่างหยาบๆ ไม่ได้ลงรายละเอียดในการศึกษาเรามากมายและไม่ได้อยากรู้เหตุผล ที่มาที่ไปอะไรมาก
                โลกนี้ก็มีคนที่เกิดมาเพื่อวิจารณ์อย่างเดียวเยอะเหลือเกิน ถ้าเราได้คิดดีแล้วว่าสิ่งที่ทำลงไปนั้น ดีแล้ว ถูกแล้ว ทบทวนแล้ว ไม่ได้เลวร้าย ไม่ได้ผิดกฎหมาย และไม่ได้เดือนร้อนใคร ไม่ต้องใส่ใจมากก็ได้ ไม่ต้องให้คนอื่นเข้าใจเราทุกเรื่องก็ได้

และถ้าวันหนึ่งมีใครลุกขึ้นมาบอกว่า
สิ่งที่เราทำอยู่ไม่เข้าท่าเลย
ก็อย่าไปวิตกกังวลจนเกินไป
นั่นก็อาจจะเป็นแค่....

คนคนหนึ่งที่เห็นไม่ตรงกับเรา
ก็ เ ท่ า นั้ น
อ่านเพิ่มเติม...>>