ยินดีต้อนรับ เพื่อนๆ พี่ๆ น้องๆ และทุกๆท่าน แวะเข้ามาพักหัวใจ อ่านบทความดีๆ มากมาย จากใจ ออนไลน์

วันอาทิตย์ที่ 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554

บัวพ้นน้ำ ชื่อ “หลวงตาบัว”

 

บัวพ้นน้ำ ชื่อ “หลวงตาบัว”

ว.วชิรเมธี

clip_image002[4]

การมรณภาพของหลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน หรือ พระธรรมวิสุทธิมงคล อาจารย์ใหญ่ฝ่ายวิปัสสนากรรมฐาน นำความเศร้าโศกาลัยมาสู่ศิษยานุศิษย์ถ้วนหน้า นำธรรมสังเวช คือ ความรู้เท่าทันต่อสัจธรรมว่า “สิ่งใดสิ่งหนึ่งมีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งนั้นทั้งหมดล้วนมีความดับไปเป็นธรรมดา” มาสู่ปวงปราชญ์ราชบัณฑิตอย่างทั่วถึง นำเอาข่าวใหญ่มาให้แก่บรรดาสื่อมวลชนให้ได้รายงานกันอย่างต่อเนื่องยาวนานเกินอาทิตย์ เกินเดือน และเกินปี

มรณกรรมของหลวงตา สะท้อนให้เห็นถึงความตายของคนที่ “ตัวตาย แต่ชื่อยัง”

อันสอดคล้องกับพุทธวัจนะที่ว่า “รูปํ ชีรติ, นามโคตฺตํ น ชีรติ”

ซึ่งแปลว่า “รูปร่างจะแตกสลาย แต่ชื่อเสียงสกุลวงศ์ไซร้จะหยัดยงเป็นนิรันดร์”

หลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน เป็นศิษย์เอกรูปหนึ่งในบรรดาศิษยานุศิษย์ชั้นนำของหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต อาจารย์ใหญ่ฝ่ายวิปัสสนากรรมฐาน

เอกลักษณ์ของหลวงตาก็คือ ความถึงพร้อมด้วยวิชชา (ความรู้แจ้ง) และจรณะ (ความประพฤติ) หลวงตาเป็นพระที่แกล้วกล้าอาจหาญในการแสดงธรรม ทุกครั้งที่ท่านแสดงธรรม ท่วงทีลีลาของท่านเต็มไปด้วยความมั่นอกมั่นใจ ไม่มีครั้นคร้าม ดังหนึ่งราชสีห์กำลังบันลือสีหนาท ธรรมที่ท่านแสดงไม่ไช่สิ่งที่คัดลอกอ้างอิงมาจากผู้ใด แต่เป็นธรรมแท้ๆ อันหลั่งใหลออกมาจากใจของท่านเอง

clip_image004[4]

ขณะที่แสดงธรรมนั้นถ้อยธรรมกถาของท่านไหลหลั่งต่อเนื่องไม่ขาดสายเหมือนหนึ่ง “ฝนห่าแก้ว” ตกลงมาจากนภากาศ แม้ท่านจะชราภาพมากแล้ว แต่ความ “คล่องแคล่วในธรรม” ของท่านไม่เคยลดน้อยลงเลย ทุกถ้อยกระทงความจากปากของท่านล้วน “ชัดถ้อย ชัดคำ” ถึงแก่น ถึงพริก ถึงขิง เมื่อธรรมแท้ๆ นั้นไหลจากใจ จึงทะลุทะลวงเข้าสู่ใจของผู้ฟังอย่างดื่มด่ำ ด้วยเหตุนั้น จึงไม่ต้องแปลกใจว่า ทำไมศิษยานุศิษย์ของหลวงตาจึงมีอยู่อย่างมากมาย ไม่ใช่เรือนแสน หากแต่เป็นเรือนล้าน

จุดแข็งของหลวงตา ไม่ใช่เพราะหลวงตาเป็นพระที่มีอำนาจเฉกเช่นพระสงฆ์ในสายปกครอง หากแต่เป็นเพราะหลวงตา หยัดยืนเป็น “พระแท้” ที่สงบ สง่า และเสงี่ยมงาม โดยไม่ต้องเติมเครื่องประดับใดๆ ทั้งสิ้น

clip_image006[4]

ความงามที่แท้นั้นมากับความเรียบง่ายเสมอ

หลวงตาก็เป็นเช่นนั้น น้อยครั้งมากที่ท่านจะนำเสนอตัวเองผ่านราชทินนามชั้นธรรม

แต่ท่านจะเรียกตัวเองว่า “หลวงตา” ซึ่งเป็นคำที่แสนสามัญ

แต่สำหรับผู้ที่รู้จักท่านเป็นอย่างดีย่อมรู้อยู่แก่ใจว่า แม้หลวงตาจะถ่อมตัวเพียงใด แต่ใครๆ ก็รู้ว่า เดชะบารมีทางธรรมของหลวงตานั้นสูงยิ่ง

หลวงตาเป็นพระป่า แต่พระป่าอย่างหลวงตานั้น ไม่เคยทิ้งเมือง

ยามบ้านเมืองมีปัญหา หลวงตานำหน้าออกมาเตือนสติสังคมและช่วยเหลือสังคมอย่างเต็มที่ หลวงตาเคยกล่าวว่า ท่านจะใช้ธาตุขันธ์นี้เป็นครั้งสุดท้าย จากนี้ไป การเกิดใหม่ไม่มีอีก ดังนั้น สิ่งที่ท่านช่วยเหลือเกื้อกูลสังคม จึงถือเป็นการรู้จักใช้ประโยชน์จากธาตุขันธ์ (กาย-ใจ) ให้คุ้มค่าที่สุดก่อนที่ธาตุขันธ์นี้จะอันตรธานไปตราบอนันตกาล

หลวงตาบัว คือ รูปธรรมของพระป่าที่ยืนยันอย่างชัดถ้อยชัดคำว่า โลกุตรธรรมยังคงมีอยู่ และตัวท่านเอง เป็นผู้ที่เข้าถึงสภาวธรรมนั้นแล้ว

การหยัดยืนเช่นนี้ โดยไม่เกรงข้อครหาว่าจะเป็นการอวดอุตริมนุสสธรรม นับเป็นการสร้างความมั่นใจในทางธรรมให้แก่ศิษย์ที่กำลังเร่งระดมความเพียร เมื่อมีผู้ทักท้วงว่าอาจเลยกรอบแห่งพระวินัยท่านกลับยืนยันว่า “คนรู้ของจริงไม่ให้พูด ส่วนคนที่รู้ไม่จริงกลับปล่อยให้พูดกันเกร่อ ทำอย่างนี้จะใช้ได้หรือ”

หากมองในเชิงบวก การหยัดยืนว่า โลกุตรธรรม เป็นสิ่งซึ่งยังคงอำนวยผลอยู่โดยมีตัวท่านเองเป็นพยานที่ยังมีชีวิตอยู่ให้เห็น ก็นับเป็นการสร้างแรงบันดาลใจให้กับคนร่วมยุคสมัยที่เริ่มจะหมดหวังกับพระสงฆ์ทั่วๆ ไป ให้ได้หันมาตระหนักว่า พระแท้ยังคงมีอยู่ นิพพานไม่ได้หายไปไหน ใครเพียรปฏิบัติ มรรคผล นิพพาน ก็ยังคงผลิบานรอให้ลิ้มชิมรสอยู่เสมอไม่เสื่อมคลาย

clip_image008[4]

หลวงตา มีเดชะบารมีมาก มีศิษย์มาก และลาภสักการะมาก แต่หลวงตา ไม่เคยครอบครองสิ่งเหล่านั้นเป็นการส่วนตัว ท่านเปลี่ยนยศ ทรัพย์ อำนาจในทางธรรมของท่านให้เป็นประโยชน์เกื้อกูลกูลแก่ชาวโลกทั้งสิ้น

เมื่อท่านให้แก่โลก โลกจึงไม่เคยลืมท่าน

อันสอดคล้องกับสัจธรรมที่ว่า “โลกจะไม่จำคนรวย แต่จะจำคนผู้รู้จักให้”

และเพราะหลวงตาเป็นพระป่าที่โดดเด่นที่สุด จึงไม่ต้องแปลกใจที่จะมีทั้งเสียงชื่นชม และเสียงนินทาที่มีมาตกต้องยังองค์ท่าน แต่หลวงตาบอกว่า ท่านไม่เคยหวั่นไหวในสิ่งเหล่านี้ ต่อให้มีคนจะมาลอบฆ่า ท่านก็ว่า ไม่เป็นไร เขาฆ่าตัวท่านได้ แต่ฆ่าธรรมในตัวท่านไม่ได้ มองในแง่นี้ ท่านจึงเป็นบัณฑิตที่ไม่หวั่นไหวต่อเสียงนินทาและสรรเสริญ

หลวงตาอยู่ในโลกมานานมาก นานจนรู้ว่า ธรรมดาของโลกนั้นเป็นอย่างไร

วันนี้ หลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน มรณภาพแล้ว

มรณภาพก็คือ “ตาย”

ตายนั้นมี ๒ อย่าง

๑ ตายให้คนเล่า

๒ ตายให้คนลืม

หลวงตาเป็นผู้ที่ตาย (มรณภาพ) แล้วให้คนเล่า คือ บอกกล่าวเล่าขานถึงคุณูปการของท่านไม่รู้จบ ความตายของหลวงตานั้น สั่นสะเทือนตั้งแต่ทับกระท่อมไปจนถึงพระราชวังหลวง ทะลุทะลวงออกไปจนถึงต่างประเทศ

หากหลวงตาเป็นคนเห็นแก่ตัว ชีวิตของท่านคงไม่มีคุณค่าถึงเพียงนี้

ตรงกันข้าม หลวงตาเป็นผู้ให้มาทั้งชีวิต พอถึงแก่อนิจจกรรมอันเป็นคติธรรมดาสามัญของสรรพสิ่ง คนที่อยู่ข้างหลังต่างจึงยังรู้สึกเสียดาย อาลัยรัก หลั่งไหลไปกราบไหว้บูชาไม่สร่างซา

ส่วนผู้ที่ตายให้คนลืมนั้นมีอยู่มากมายในสังคมไทยหรือในโลก คนบางคน ยังไม่ตายทำลายขันธ์ คนก็ตั้งใจที่จะลืม หรือจงใจที่จะมองไม่เห็นทั้งๆ ที่เขายังมีชีวิตอยู่ คนอย่างนี้ถึงมีชีวิตอยู่ก็เหมือนตาย และคนเช่นนี้เองนับวันจะมีมากมายในบ้านเมืองของเรา

วันหนึ่ง เราทุกคนก็คงจะตายกันหมด

เราจะตายให้คนเล่าเหมือนหลวงตา

หรือว่า เราจะตายให้คนลืมเหมือนทรราชในอดีต

ฝากไว้คิด พิจารณา โดยทั่วกัน !

http://www.dhammatoday.com

http://www.facebook.com/v.vajiramedhi

http://twitter.com/vajiramedhi

http://www.youtube.com/vajiramedhi

อ่านเพิ่มเติม...>>

วันพุธที่ 12 มกราคม พ.ศ. 2554

“ก็แค่....”

เคยเป็นไหม? ทุกข์ร้อนกับการที่ต้องลุกขึ้นมาขัดแย้งกับใครสักคนอาจจะเพราะคิดไม่ตรงกัน เห็นไม่เท่ากัน ไม่ได้รู้สึกไปในทางเดียวกัน มันเป็นเรื่องยากที่จะทำให้คนทุกคนมองของสิ่งเดียวกันในมุมเดียวกันและการที่เราต้องทำ หรืออธิบายในสิ่งที่คนอื่นไม่เข้าใจนั้นก็เป็นเรื่องเหนื่อยและบั่นทอนกำลังใจอย่างที่เราคาดไม่ถึงจะทำให้เราหมดเรี่ยวแรง หมดพลังในการสร้างสรรค์ ทำงานต่างๆ จะทำให้เรารู้สึกแปลกแยก ไม่เข้าพวก โดดเดี่ยว และเป็นภาระสังคมซึ่งจริงๆ แล้วสิ่งที่เราทำอยู่นั้นอาจจะเป็นเพียงแค่อะไรสักอย่างที่คนเหล่านั้นไม่เคยสัมผัส ไม่เคยมาเข้าใจใกล้ชิดสิ่งทีเราทำเราเป็น มันอาจจะไม่ได้เลวร้ายมากขนาดนั้นอาจจะไม่ได้แย่อย่างนั้นก็ได้
                ไม่จำเป็นหรอกที่จะให้ทุกคนมาเข้าใจในสิ่งที่เราทำ เราเป็นในทุกเรื่อง ไม่มีความจำเป็นที่จะเอาคำพูดหรือความคิดของคนอื่นมาตัดสินตัวเราเอง คนอื่นก็แค่มองเรา ตัดสินเรา ตัดสินสิ่งที่เราเป็น เราทำ จากสิ่งที่เห็นได้ภายนอก และข้อมูลอย่างหยาบๆ ไม่ได้ลงรายละเอียดในการศึกษาเรามากมายและไม่ได้อยากรู้เหตุผล ที่มาที่ไปอะไรมาก
                โลกนี้ก็มีคนที่เกิดมาเพื่อวิจารณ์อย่างเดียวเยอะเหลือเกิน ถ้าเราได้คิดดีแล้วว่าสิ่งที่ทำลงไปนั้น ดีแล้ว ถูกแล้ว ทบทวนแล้ว ไม่ได้เลวร้าย ไม่ได้ผิดกฎหมาย และไม่ได้เดือนร้อนใคร ไม่ต้องใส่ใจมากก็ได้ ไม่ต้องให้คนอื่นเข้าใจเราทุกเรื่องก็ได้

และถ้าวันหนึ่งมีใครลุกขึ้นมาบอกว่า
สิ่งที่เราทำอยู่ไม่เข้าท่าเลย
ก็อย่าไปวิตกกังวลจนเกินไป
นั่นก็อาจจะเป็นแค่....

คนคนหนึ่งที่เห็นไม่ตรงกับเรา
ก็ เ ท่ า นั้ น
อ่านเพิ่มเติม...>>

“บางครั้ง...ของชัยชนะ”

การได้มีเวลาคิดถึงสิ่งเล็กๆ น้อยๆ ที่พบเจอและเรื่องราวต่างๆ ที่ประกอบกันขึ้นมาเป็นความสำเร็จจะทำให้ความสำเร็จสมบูรณ์ขึ้น ในเวลาที่เรากำลังปีนภูเขาจิตเราของเรามุ่งไปที่ยอดเขาขณะที่เราก้มหน้าก้มตามุมานะอยู่นั้นเราอาจจะหลงลืมไปว่า ระหว่างทางนั้นมีความงามของดอกหญ้าให้ชื่นชมอยู่มากมาย ดาษดื่ม ตามทางเท้า ตามกอหญ้าหรือแม้แต่ตามซอกหินมีแมลงเล็กๆ ไต่อยู่ตามพื้นดินหรือผีเสื้อภูเขาที่บินว่อนอยู่ที่เกสรดอกไม้ป่า ด้วยความรีบร้อนและมุ่งมั่นที่จะไปให้ถึงยอดภูเราอาจจะไม่เคยเลยสักครั้งที่จะหันไปดู แต่เมื่อเท้าของเรามาถึงยอดภูแล้วนั่นแหละ เราถึงจะได้มีเวลามองดูทุกสิ่งทุกอย่างจริงๆ ความงามบนยอดภู จึงไม่ได้หมายถึงเพียงแค่ภาพที่เราทอดสายตามองจากหน้าผาสูงลงสู่เบื้องล่าง แต่จะประกอบขึ้นจากความหายเหนื่อยจากการเดินทางอย่างยากลำบากและการคิดถึงสิ่งที่พบเจอระหว่างทางภาพดอกหญ้า ดอกไม้ ผีเสื้อเหล่านั้น จะค่อยๆ แจ่มชัดขึ้นทีละนิดให้เราได้มองเห็นภาพความเหนื่อยล้าและอ่อนแรงของเวลาที่ผ่านมาและให้เราได้ยิ้มชื่นใจ...กับความรู้สึกโล่งๆ ที่ไม่มีอะไรต้องกังวลในชีวิตที่มุ่งมั่นปีนป่ายไขว่คว้าหาความฝัน...พยายามไปสู่จุดหมายอาจมีบ้างที่เราไม่เคยใส่ใจกับสิ่งรอบข้างเลยใครที่หยิบจับ ช่วยเหลือ ใครที่หยิบยื่น แบ่งปัน ใครที่ยื่นแก้วน้ำ ใครที่ยื่นผ้าเช็ดน้ำตา วันที่เราขาดแคลน ใครที่เติมเต็มให้ วันที่เหนื่อยกับปัญหา วันที่ท้อกับผู้คน มีใครอยู่ตรงนั้นบ้าง มีอะไรที่ทำให้เราผ่านมันได้
                เมื่อถึงวันที่ฝันเป็นจริงหรือสิ่งที่หวังไว้สำเร็จเรื่องราวเหล่านั้นจะกลายเป็นรายละเอียดปลีกย่อยไว้ให้นึกถึงจะประกอบกันขึ้นมาเป็นภาพแห่งความสำเร็จที่สมบูรณ์และงดงาม ในการทำอะไรบางอย่างเมื่อไรรับชัยชนะที่ยิ่งใหญ่จะทำให้เราสุขใจได้อย่างสมบูรณ์มากยิ่งขึ้นก็ต่อเมื่อเราได้คิดถึงสิ่งต่างๆ ที่เราทำมาอย่างเหนื่อยยากและสิ่งเล็กๆ น้อยๆ ที่ประกอบกันขึ้นมาจนประสบความสำเร็จ
                บางคนอาจเข้าใจผิดว่าแค่ถึงเส้นชัยแล้วก็จบกันประสบความสำเร็จมีความสุขกับสิ่งที่อยู่ตรงหน้าไม่แน่...บางที่สิ่งที่อยู่ตรงหน้าอาจจะไม่ได้สำคัญไปกว่าสิ่งที่ผ่านมา ความสุขของคนเราอาจจะไม่ได้อยู่ที่ชัยชนะแต่อาจอยู่ที่...เราได้ชัยชนะนั้นมาอย่างไร

อ่านเพิ่มเติม...>>

“วันที่กลายเป็นสะพาน”

ไม่ใช่เรื่องที่จะต้องมานั่งเสียใจใหญ่โตหรือคิดแค้นให้เปลืองความรู้สึกหากวันหนึ่งเราพบว่า...ตัวเราเองได้กลายเป็นเพียงสะพานไม้เก่าๆ ที่ให้ใครบางคนข้ามไปแล้วเขาไม่เห็นค่า เพราะบางที่คนที่เราคบหาอยู่ก็อาจวางเราไว้ตรงไหนสักที่ของชีวิตเขาซึ่งอาจไม่ใช่ที่เดียวกับที่เราคิดว่าเราได้อยู่ที่ที่ซึ่งอาจไม่ใช่มิตรอย่างที่เราเข้าใจ แน่นอนว่าสิ่งเหล่านี้บันทอนความรู้สึกทำให้เสียใจ ใช่...เสียใจจริง! แต่จะเสียใจอย่างนั้นตลอดไปน่ะหรือถ้าไม่ลองตัดใจ แล้วมัวแต่คร่ำครวญอยู่กับความเป็นจริงที่เจ็บที่เจ็บปวด และไม่อาจรับได้แล้วชีวิตที่เหลือจากนั้นล่ะ จะเฝ้าคอยตัดพ้อโชคชะตา ตัดพ้อคนที่หักหลังและทรยศเราตลอดไปอย่างนั้นหรือจะให้คนที่หลอกใช้เรามีอิทธิพลหลอกหลอนเราอยู่อย่างนั้นน่ะหรือ
                ลองย้อยกลับไปมองข้างหลังในทุกสิ่งที่เราเคยทำให้เขาที่ช่วยเหลือเขา เราทำอย่างจริงใจหรือเปล่า เราทำเพราะหวังสิ่งตอบแทนหรือเปล่า ถ้าเราทำทุกสิ่งด้วยความปรารถนาดีอย่างแท้จริงแล้ว ก็ไม่มีอะไรต้องเสียใจหรอก สะพานที่ทอดยาวให้ผู้คนข้ามไปมาอยู่ตลอดชีวิตก็ไม่เคยเอ่ยอ้างบุญคุณยังภูมิใจและยินดีที่จะซ่อนตัวอยู่อย่างไร้เกียรติและไม่มีใครถามถึงอยู่เช่นนั้น

บางครั้ง...ความภาคภูมิใจของคน
ก็ไม่ได้อยู่ที่คำกล่าวขวัญถึงอย่างชื่นชมเสมอไป
แต่อาจจะอยู่ที่...การทำใจให้กว้างๆ
ซ่อนตัวอยู่ห่างๆ แอบมองอยู่ไกลๆ
พร้อมกับรอยยิ้มจางๆ ที่ริมฝีปากของเราเอง
ในวันนี้ฉลองความสำเร็จ
และเราได้กระซิบบอกกับตัวเองว่า....

ความสำเร็จที่ใครๆ กำลังฉลองกันนั้นเกิดขึ้นได้เพราะอะไร...


อ่านเพิ่มเติม...>>

“ความฝัน... ความหวัง... ความจริง...”

ความฝันกับความจริง...ดูเหมือนจะมีลักษณะเฉพาะที่แตกต่างกันมากจนเหมือนว่าแทบไม่มีส่วนไหนที่คลายคลึงหรือพอที่จะเกี่ยวข้องกันได้เลย แต่ถ้าดูกันจริงๆ แล้ว ความฝันกับความจริงนั้นค่อนข้างที่จะมีส่วนที่เกี่ยวพันกันอยู่พอสมควรเลย เพราะหลายครั้ง...ที่ความฝันก็เป็นตัวกำหนดชีวิตของคนว่าจะให้เป็นอย่างไร เช่นใครสักคนที่มีความฝันว่าสักวันหนึ่ง เขาต้องเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ให้ได้ นั่นแหละที่จะเป็นตัวกำหนดว่ารูปแบบการใช้ชีวิตของเขาจะเป็นอย่างไรหรือวันคืนของเขาจะเป็นไปในทิศทางไหน คนทุกคนจึงแทบจะใช้ชีวิต โดยมีความฝันนำทาง นำชีวิตแทบจะทั้งสิ้นความฝันจึงเป็นจุดกำเนิดของความหวังทีจะนำชีวิตให้โลดแล่นอยู่ในความจริง
                แต่การที่จะทำให้ความฝันกลายเป็นจริงได้นั้นไม่ใช่เรื่องที่ทำกันได้ง่ายๆ เลยบ่อยไปที่เรารู้สึกทอท้อกับความหวังที่เริ่มจะเลือนรางจะด้วยเพราะถูกอุปสรรคต่างๆ ถาโถมเข้าใสหรืออะไรก็แล้วแต่ แต่ก็สร้างความเหนื่อยหน่ายให้กับชีวิตอย่างคาดไม่ถึงบางคนถอดใจจนล้มเลิกความฝันไปเลยโดยที่ลืมคิดไปว่าการทำอะไรทุกอย่างนั้นมักจะมีอุปสรรคเสมอ
                การที่จะทำความฝันให้เป็นความจริงได้นั้นเป็นเรื่องใหญ่ ที่ทำยากเสียด้วยนะให้ไม่มีอุปสรรคเลยนั้น ยิ่งเป็นไปได้ยากยิ่งจะดีกว่าไหม ถ้าบอกตัวเองว่าให้ฝันต่อไปแล้วเผื่อใจไว้สำหรับอุปสรรคบ้าง ถ้าเหนื่อยมากก็พักก่อน แล้วค่อยๆ มาคิดหาวิธีที่จะทำความฝันให้กลายเป็นความจริงต่อไป ไม่มีอะไรต้องรีบร้อนเพราะความฝันของคนเราไม่เท่ากันและคนทุกคนก็ต้องใช้เวลาในการทำความฝันให้กลายเป็นความจริงต่างกัน
                แม้ความฝันอาจดูจับต้องไม่ได้ แต่ก็มีพลังมากพอที่จะหล่อเลี้ยงความวังให้คงอยู่กลายเป็นความจริงที่มีพื้นฐานที่แข็งแรง ความล้มเหลวเพียงครั้งเดียวจึงดับความฝันของคนไม่ได้หรอกและความฝันก็มีความแข็งแรงมากพอ ต่อให้แตกดับสักกี่ครั้ง ก็สามารถลุกโชนขึ้นได้ใหม่


นอกเสียจากว่า...ตั้งแต่ไหนแต่ไรมา
คนคนนั้นไม่เคยมีความฝัน

อ่านเพิ่มเติม...>>

“กล้าเดิน ในทุกเส้นทาง”

ชีวิตเรา...ตัดขาดจากการเดินทางไม่ได้หรอกเพราะโลกใบนี้...ก็เป็นเหมือนถนนที่ทอดสายรอเราอยู่ข้างหน้าให้เราได้เลือกและทดลองเดิน ถนนแต่สายนั้นมีความแตกต่างกันไป บางสายก็ราบเรียบ บางสายก็ขรุขระ จนบั่นทอนกำลังใจ ทำให้เราไม่อยากเดินเอาเสียเลย
แต่ก็มีบางครั้ง...ที่ชีวิตไม่เปิดโอกาสให้เราเลือกอะไรได้มากมายว่าจะเดินหรือไม่เดิน จะไปหรือไม่ไป หลายต่อหลายครั้งที่เราอาจจะต้องไปในทางที่ไม่อยากไป ต้องกัดฟันเดินบนถนนบางสายด้วยน้ำตาและการเดินทางที่กล้ำกลืนอย่างนั้น จะให้อะไรกับชีวิตได้? นอกจากเราจะต้องเดินไปอย่างหมดอาลัยตายอยาก ทดท้อและห่อเหี่ยวทำให้ชีวิตต้องหมดสิ้นพลังไปเสียอย่างนั้น เราต้องทำอย่างไร? แค่ก้มหน้าก้มตาเดินไปอย่างไร้จุดหมายอย่างนั้นหรือมีอะไรที่ให้คิด ให้ทำ มากกว่านั้นหรือเปล่า?
ตอบว่ามี...มีสิ่งที่เราต้องคิดให้ได้คือ เราต้องค่อยๆ เรียนรู้ๆที่จะเดิน เรียนรู้ในการใช้ชีวิตที่ไม่ว่าจะเป็นอย่างไรทำใจไว้ได้เลย ทำตัวให้พร้อมและกล้าที่จะเจอทุดอย่างที่จะเกิดขึ้น ถนนข้างหน้าไม่ว่าจะเป็นอย่างไร ไม่มีอะไรน่ากลัวมากกว่าที่เป็นหรอกโลกมันไม่ได้แย่ขนาดนั้น ชีวิตไม่ได้โหดร้ายจนไม่ได้ทิ้งแผนที่และเข็มทิศไว้ให้เราจะเดินไปทางไหน จะทำอะไร ก็จงมั่นใจและกล้าที่จะไป

ไม่มีถนนสายไหนที่ไม่ได้ให้บทเรียน
และไม่มีถนนสายไหนทำให้
เราตกลงไปในหุบเหวจนปีนขึ้นไม่ได้

ให้การเรียนรู้ระหว่างทางเป็นความงดงามของการมีชีวิตอยู่และเรียนรู้ที่จะเดินทางให้มีความสุขให้ได้ แม้ในถนนที่ขรุขระและเต็มไปด้วยเศษแก้วที่บาดเท้าบ้าง แต่อย่างน้อยเราก็ได้เห็นมันจริงๆ ได้สัมผัสจริงด้วยตัวเองจริง ได้เห็นด้วยตาตัวเอง ไม่ใช่รู้เพราะว่าฟังจากคนอื่นเล่า

ต่อให้เป็นทางที่โรยด้วยกลีบกุหลาบแสนสวยก็เปล่าประโยชน์ ถ้าทางเส้นนั้นเราไม่เคยได้ไป...
อ่านเพิ่มเติม...>>