ชีวิตที่จะเติมเต็มความสุขอันแท้จริงได้นั้น
ต้องเป็นชีวิตที่ผ่านความทุกข์
และความเจ็บปวดด้วยความเข้าใจ
เป็นลักษณะของการไม่ถออย ไม่สู้ ไม่อยู ไม่หนี
แต่เป็นเพียงสักว่ารับรู้แล้วปล่อยวาง
และไม่เข้าไปคลอเคลียกับอารมณ์ที่ผุดขึ้นมาในใจ
ทว่าความสุขที่เกิดขึ้นก็แปลกอยู่อย่างคือ มักไม่ค่อยอยู่เคียงข้างอย่างถาวรตามที่ใจปรารถนา ต้องมีอันโบยบินไปในเวลาอันแสนสั้น เป็นความรู้สึกที่ทำให้เกิดความพึงในอิ่มเอมใจชั่วขณะแล้วก็พลัดมลายไปเช่นหมอกในยามเช้าที่ถูกแสงแดดสาดส่องให่จางหายไป
แต่คนเราก็ไม่ยอมรับว่าความสุขนั้น เป็นผลพวงจากความรู้สึกที่ถูกจินตนาการขึ้นเท่านั้น ด้วยเหตุนี้จึงวิ่งตามหาสิ่งที่เคยสัมผัสวันแล้ววันเล่า จนไม่รู้ว่าเมื่อไหร่การแสวงหาจะสิ้นสุดลง เป็นความมุ่งหวังที่ไม่รู้จักพักความรู้สึกให้พอดี จึงเหน็ดเหนื่อยทุกคราเมื่อชีวิตอ่อนล้ากำลังลง
สิ่งที่ได้มาจึงเสมือนว่าเป็นเงาของความสุขอยู่ร่ำไป เพราะทำให้เกิดความพอใจชั่วประเดี๋ยวเดียว แล้วทุกอย่างก็ต้องจืดจางไปและไม่รู้ว่าการสิ้นสุดอันเป็นจุดจบนั้น คุ้มค่ากับการแสวงหาที่เต็มไปด้วยความอ่อนล้าหรือยัง เราจึงพยายามสร้างแรงจูงใจหใหม่ให้กับชีวิตอยู่เสมอ เผื่อสักวันจะได้ประสบพบเจอกับความฝันที่วาดหวังนั้น
การก้าวเดินไปข้างหน้าจึงถูกหล่อเลี้ยงให้มีแรงใจ เพื่่อให้ถึงฝั่งฝันของความคิดที่เราตั้งไว้ จึงทุ่มเทกำลังที่มีอยู่ทั้งหมดเพื่อสิ่งที่ปรารถนา และหวังว่าสิ่งเหล่านั้นจะเติมความอิ่มใจแทนความเหนื่อยล้าที่แบกมาทั้งชีวิตได้
ทว่าพอไปถึงจุดที่เราคิดเราคิดว่าใช่ ความรู้สึกที่เป็นสุขกลับมีอยู่ชั่วอารมณ์ เป็นการสัมผัสที่น้อยนิด จนไม่น่าเชื่อว่าการทุ่มเททั้งหมดจะได้รับผลตอบแทนเพียงชั่วขณะเดียว จึงทำให้เกิดความต้องการความสุขชนิดใหม่ที่รออยู่ข้างหน้าเรื่อยไป
เมื่อความต้องการชนิดใหม่เกิดขึ้นในใจ ความจำเป็นในการแสวงหาจึงแปรเปลี่ยนไป เป็นความปรารถนาสิ่งใหม่ที่รุนแรงมากขึ้น เพื่อนำมาเติมความสุขให้อยู่ได้นานกว่าเดิม จึงเหน็ดเหนื่อยเพราะการแสวงหาไม่รู้จบ ด้วยเหตุนี้สิ่งที่แสวงหามาได้ในชีวิตจึงเแ็นได้แค่เงาของความสุขอย่างเวทนา
แต่ถ้าเรารู้จักทบทวนชีวิตให้ครบทุกด้าน ให้รู้จักมองสิ่งที่เป็นความซับซ้อนทั้งภายนอกคือกาย และภายในคือจิตใจอย่างรู้เท่าทัน ความสุขที่มีอยู่ย่อมมีโอกาสเปิดเผยตัวเอง และพร้อมที่จะอยู่เคียงข้างเราอย่างเข้าใจสักวัน
เพราะเมื่อทำความเข้าใจชีวิตครบทุกด้าน เราย่อมรู้ว่าชีวิตนี้ไม่ควรทีจะจมอยู่กับความสุขที่เป็นเพียงเงา แต่ควรเรียนรู้ที่จะอยู่เหนือความสุขจอมปลอมเหล่านั้น ซึ่งทำให้เรามองเห็นความสุขที่เกิดจากความคิดเพียงอย่างเดียว แต่ควรที่จะให้ใจเป็นผู้รับรู้ความสุขนั้นอย่างผู้มีปัญญา
ความสุขที่เกิดขึ้นจากความคิดนั้นไม่มีความมั่นคงแต่อย่างใด เห็นแต่เพียงความรู้สึกดีเพราะจิตใจไร้การกระทบเท่านั้น เราจึงรู้สึกว่าสิ่งที่คิดไว้ให้ความสุขแก่เราได้ และมักทำให้จมอยู่กับความคิดเดิมๆ ของการแสวงหา
ทว่าความสุขที่เกิดจากความคิดนั้น เมื่อถูกความทุกข์และปัญหาที่ใหญ่กว่าผ่านเข้ามาทดสอบ ความรู้สึกที่คิดว่าเป้นความสุขนะกลับกลายเป็นความทุกข์ร้อนทันที่ เพราะสุขจากความคิดนั้นไม่เพียงพอที่จะต่อต้านแรงแห่งทุกข์ไหว ชีิวิตที่เหลืออยู่จึงอึดอัดขัดเคืองอยู่ตลอดเวลา
ดังนั้นชีวิตที่จะเติมเต็มความสุขอันแท้จริงได้นั้น ต้องเป็นชีวิตที่ผ่านความทุกข์และความเจ็บปวดด้วยความเข้าใน เป็นลักษณะของการไม่ถอย ไม่สู้ ไม่หนี เป็นเพียงสักว่ารับรู้แล้วก็ปล่อยวาง และไม่เข้าไปคลอเคลียกับอารมณ์ที่ผุดขึ้นมาในใจ
เพราะเมื่อเข้าใจระบบทำงานของความทุกข์แล้วเราย่อมรู้วิธีเกี่ยวข้องด้วยความพอดี กระทั่งรู้ว่าจะอยู่กับความทุกข์นั้นอย่างไรจึงจะเป็นเสมือนเืพื่อนคนหนึ่งที่รู้ใจกัน เมื่อนั้นความทุกข์ที่มีจะกลับตาลปัตรเป็นความสุขที่ยั่งยืน และเป็๋นเพื่อนที่ทำให้เราคลายเหงาได้ตลอดไป
โปรดเรียนรุ้ที่จะให้ชีวิตนี้มีความสุขเป็นเพื่อนคอยปลอบขวัญและให้กำลังใจในการต่อสู้กับปัญหาและอุปสรรคที่ขวางกั้น เพราะความสุขเป็นภาวะที่เราสัมผัสได้ทุกขณะ มิใช่ว่าเป็นเพียงเงาของความเข้าใจในความคิดเท่านั้น
ความสุขและความทุกข์เป็นสิ่งที่สามารถประจักษ์รู้ได้อยู่ที่เราเปิดใจให้สิ่งใดเข้าไปแอบอิง หากเปิดประตูรับความสุขความละมุนละไมแห่งใจย่อมเป็นกำไรเสมอ แต่หากเปิดใจรับความทุกข์อันเนื่องมาจากความเขลาของใจเรา ชีวิตย่อมว้าวุ่นและก้าวไปสู่ความเหงาที่เดียวดายตลอดไป...
![]() |
| อย่าให้ชิวิตนี้ มีเพียงเงาของความสุข by จากใจ ออนไลน์ |

0 ความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น